นิตยสารออนไลน์รายสองเดือนสำหรับครอบครัวเดลต้าที่เพียรพยายามในการทำงาน
ประจำภูมิภาคอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย
นิตยสารออนไลน์รายสองเดือน
สำหรับครอบครัวเดลต้าที่เพียรพยายามในการทำงาน
ประจำภูมิภาคอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย

เดลต้า เปิดเวที Delta Future Industry Summit 2026 จับมือภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยรองรับการเติบโต AI

โดย DET Marcom - เผยแพร่เมื่อ กันยายน 04, 2569

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่งานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตประจำปีของเดลต้า หรือ Delta Future Industry Summit ของเราได้รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และวงการเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนการพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตให้เป็นแนวทางปฏิบัติจริงสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ในปี 2026 เรามุ่งเน้นไปที่หนึ่งในคำถามที่เร่งด่วนที่สุดของประเทศ นั่นคือ ในขณะที่ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวตามให้ทันหรือไม่ ภายใต้หัวข้อ “Advancing Thailand’s Infrastructure for AI and Electrification Evolution” (ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อรองรับวิวัฒนาการของ AI และการใช้พลังงานไฟฟ้า) งานสัมมนาเน้นย้ำถึงสิ่งที่ไทยต้องเตรียมพร้อมเบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านี้ ตั้งแต่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบพลังงาน และการขยายขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมสำหรับอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะพร้อมรับโอกาสใหม่ๆและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันไว้ได้อย่างยั่งยืน

ในปีนี้ เราได้รับเกียรติจาก คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ท่านได้เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่ AI ระบบไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอัจฉริยะนั้น ไม่สามารถบรรลุผลได้โดยภาครัฐหรือภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ประชาชนมีทักษะที่จำเป็นในการมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในคำกล่าวต้อนรับ คุณวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศการผลิตที่มั่นคง นโยบายสนับสนุนธุรกิจ และบุคลากรที่มีทักษะที่กำลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ท่านยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ นั่นคือความต้องการพลังการประมวลผลและระบบไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของประเทศ งานสัมมนาของเราจึงทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการเจรจาข้ามภาคส่วน การจัดการกับความท้าทายร่วมกัน และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของประเทศไทย

การเติบโตของ AI เริ่มต้นที่ความพร้อมด้านพลังงาน
หนึ่งในใจความสำคัญจากงานสัมมนาคือ การเติบโตของ AI ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรในการขับเคลื่อน เบื้องหลังการทำงานของ AI จึงต้องพึ่งพาดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้าที่เสถียร และระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ

คุณเอททิกัน คันดาซามี คารุปเปียห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ บริษัท NVIDIA Corporation ได้กล่าวถึงการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ว่ากำลังเพิ่มความต้องการในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การดำเนินงานที่ยั่งยืน และความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นทั่วทั้งระบบนิเวศเทคโนโลยี

จากการใช้ AI สู่การปรับกระบวนทัศน์ทางธุรกิจ
คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี จาก IBM ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้หลายองค์กรไม่ได้ใช้ AI แค่เพื่อช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ อีกต่อไป แต่กำลังนำ AI มาปรับเปลี่ยนระบบการทำงานและรูปแบบธุรกิจใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้พูดถึง ควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) ที่จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพลิกโฉมโลกอนาคต

บทสรุปที่ได้คือ องค์กรต้องไม่มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมือใหม่ แต่ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและเตรียมบุคลากรให้ทำงานในรูปแบบใหม่ด้วย

การเสวนาในช่วงแรกภายใต้หัวข้อ “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย (Energy Infrastructure Readiness in the Advancement of Data Centers in Thailand)” ได้ขยายความหัวข้อนี้โดยเจาะลึกว่าการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญจาก GPSC, ธนาคารกรุงเทพ และ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ได้ร่วมหารือถึงความจำเป็นในการวางแผนอย่างบูรณาการระหว่างผู้ให้บริการด้านพลังงาน สถาบันการเงิน บริษัทเทคโนโลยี และผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์

การเสวนาในช่วงที่สองภายใต้หัวข้อ “ระบบอัตโนมัติสำหรับโรงงานและอาคาร จะช่วยขับเคลื่อนการผลิตที่ยั่งยืนในประเทศไทยได้อย่างไร (How Will Industrial and Building Automation Shape Sustainable Manufacturing in Thailand?)” ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงวิธีการที่ระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อถึงกัน ข้อมูลการดำเนินงาน เทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twins) และเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะสามารถสนับสนุนการผลิตที่ยั่งยืนได้อย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญจาก Lumentum, Ally Logistics Property, DHL Express และ เดลต้า ประเทศไทย ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงปฏิบัติว่าเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถปรับปรุงผลิตภาพ เสริมสร้างการจัดการพลังงาน และช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้อย่างไร ทั้งในส่วนของโรงงาน อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม และการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์

นอกเหนือจากการเสวนาแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้สัมผัสกับโซลูชันแบบบูรณาการของเราทั้ง 4 กลุ่ม ที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำหัวข้อเสวนาภายในงานไปประยุกต์ใช้จริง ได้แก่

  • โซลูชันศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์เพื่อความยั่งยืนแบบครบวงจร
    (All-in-One Sustainable Modular Data Center Solutions)

  • โซลูชันไมโครกริดอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน สำหรับภาคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
    (Sustainable Smart Microgrid Solutions for C&I Applications)

  • โซลูชันการผลิตอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัลทวินที่ขับเคลื่อนด้วย AI
    (AI-Driven Smart Manufacturing & Digital Twin Solution)

  • โซลูชันอาคารอัจฉริยะบนระบบ IoT และระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
    (IoT-Based Smart Building and AI-Powered Security Solutions)

งานสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นภาพเชิงกลยุทธ์และบทบาทสำคัญขององค์กรต่อการพัฒนาประเทศ องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของเราในด้านการจัดการพลังงาน ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล ได้กลายมาเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่คอยขับเคลื่อน AI อุตสาหกรรมยุคใหม่ และการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

DET Corp Comms

เกี่ยวกับผู้เขียน (ทีมบรรณาธิการ)

DET Marcom

แชร์ facebook linkedin

ร่วมแสดงความเห็น

แสดงความคิดเห็น next